![]() |
Free webhosts Streetview photos |
![]()
DoGs ![]() |
ลักษณะพันธุ์สุนัข
| การเลี้ยงดูและการจัดการ | อาหาร
| การให้อาหารลูกสุนัข | การให้อาหารในสุนัขโต
| การดูแลรักษาและการทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของสุนัข |
การให้ยา | การอุ้มสุนัข
|
พันธุ์สุนัขต่างๆ แบ่งออกได้เป็นกลุ่มตามมาตรฐานของ
American Kennel Club (AKC) ซึ่งใช้กันเป็นมาตรฐานแบบหนึ่งในโลกโดยกำหนดได้ดังนี้
: |
||
|
กลุ่มที่ 1 : สุนัขเพื่อกีฬาล่าสัตว์ (Sporting Breeds) สุนัขในกลุ่มนี้ถูกคัดมาเพื่อออกล่าสัตว์เคียงคู่กันกับคนโดยทางยุโรปนั้นถือว่าการล่าสัตว์เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง เหยื่อมักจะเป็นสัตว์ปีก เช่น ไก่ฟ้า เป็ดน้ำ ฯลฯ เมื่อคนออกไปล่าโดยใช้ปืนยิงแล้วสุนัขเหล่านี้จะเป็นผู้ไปเก็บเหยื่อมาให้หรือบางครั้งใช้สุนัขเหล่านี้เพื่อชี้เป้า ลักษณะพิเศษของสุนัขกลุ่มนี้คือ ว่องไว ตาไว ว่ายน้ำเก่ง ไม่ก้าวร้าวต่อคน มีความเป็นมิตร ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น พอยท์เตอร์ , โกลเด้น รีทรีฟเวอร์, ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์, ค็อกเกอร์ สแปเนียล, ไวเมอร์แรนเนอร์ ฯลฯ |
||
|
กลุ่มที่ 2 : สุนัขล่าสัตว์หรือฮาวนด์ (Hound Breeds) สุนัขในกลุ่มนี้ใช้ในกรณีการล่าเช่นกัน แต่จะแตกต่างไปจากกลุ่มแรกโดยที่หมาล่าสัตว์นี้จะใช้ล่าสัตวูบก สัตว์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่กระต่ายขึ้นไปจนถึงกวางหรือคน เนื่องจากสุนัขสามารถใช้จมูกได้ดีมากด้วยการดมบนพื้นหรือใช้สายตามาองหาจากระยะไกล สุนัขบางพันธุ์ในกลุ่มนี้คัดพันธุ์มาให้เป็นพวกนักขุดนักมุด จึงสามารถแทรกตัวเข้าไปในอุโมงค์หรือโพรงเพื่อจับเหยื่อ ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น อาฟกันฮาวนด์, บาสเซ็ทฮาวนด์, บีเกิล, บลัดฮาวนด์, ดัชชุน, เกรย์ฮาวนด์ ฯลฯ |
||
|
กลุ่มที่ 3 : สุนัขใช้งาน (Working Breeds) สุนัขในกลุ่มนี้ดูจะใกล้ชิดกับมนุษย์มาก เนื่องจากมีการคัดพันธุ์โดยพิจารณาจากโครงสร้าง อารมณ์ และความสามารถพิเศษให้จำเพาะกับงาน เช่น เฝ้ายาม บรรทุกสัมภาระ พฤติกรรมของสุนัขในกลุ่มนี้คือการปกป้องฝูง การหวงพื้นที่ถิ่นฐาน และพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น อากิตะ, บ๊อกเซอร์, มาสตีฟ, โดเบอร์แมน พินเชอร์, เกรทเดน, ร็อตไวเลอร์, เซนต์เบอร์นาร์ด ฯลฯ |
||
|
กลุ่มที่ 4 : สุนัขเทอร์เรีย (Terrier Breeds) สุนัขในกลุ่มนี้เป็นพวกนักล่าเหมือนกันเพียงแต่เป็นการล่าจำเพาะชนิดเหยื่อ เช่น การจับหนูในโรงนา กำจัดสัตว์ที่จะมาขโมยไก่ในฟาร์ม ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น บอร์ดเดอร์ เทอร์เรีย, บูล เทอร์เรีย, สก๊อตติช เทอร์เรีย, มินิเอเจอร์ ชเนาว์เซอร์ ฯลฯ |
||
|
กลุ่มที่ 5 : สุนัขตุ๊กตา (Toy Breeds) สุนัขในกลุ่มนี้จัดเป็นสุนัขที่ย่อส่วนมาจากสุนัขพันธุ์ใหญ่ สุนัขในกลุ่มนี้ถูกคัดมาเพื่อเลี้ยงใกล้ชิดกับคนเรา มันจึงไวต่อความรู้สึกและการแสดงออกของผู้เป็นนาย ขณะตัวมันเองก็ค่อนข้างเจ้าอารมณ์ ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น ชิวาวา, มอลตีส, มินิเอเจอร์ พินเชอร์, ปักกิ่ง, ปอมเมอร์ราเนียน, พุดเดิ้ล(ทอย),ชิสุ,ยอร์กไชร์เทอร์เรีย ฯลฯ |
||
|
กลุ่มที่ 6 : สุนัขที่ไม่ใช้เพื่อกีฬาล่าสัตว์ (Non - Sporting Breeds) สุนัขในกลุ่มนี้เป็นสุนัขที่เลี้ยงเพื่อความสวยงาม เป็นเพื่อนของคนโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ไปใช้ในงานตามบรรพบุรุษเดิมอีกแล้วโดยในปัจจุบันเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงในบ้านเท่านั้น ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น บูลด๊อก, ชาไป่, เชา-เชา, ดัลเมเชี่ยน, พุดเดิ้ล(มินิเอเจอร์ และมาตรฐาน) ฯลฯ |
||
|
|
||
|
1.
สุนัขตั้งท้อง 2.
การให้อาหาร 3.
การดูแลขณะคลอด 4.แม่สุนัขหลังคลอดลูกและเลี้ยงลูก 5.การดูแลสุนัขแรกคลอด |
|
|
ลูกสุนัขแรกคลอด |
1.ให้ความอบอุ่น 2.ให้อยู่ในที่เงียบสงบ 3.ให้ได้รับน้ำนมจากแม่สุนัข (colostrum) โดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นสิ่ง จำเป็นมากต่อความคุ้มโรคของลูกสุนัข |
|
อายุ 2 - 3 วัน
|
สายสะดือจะแห้งและหลุดออก |
|
อายุ 3 - 4 วัน
|
นำไปหาสัตวแพทย์เพื่อตัดหางและนิ้วติ่ง (ในสุนัขบางพันธุ์) |
|
6.การดูแลสุนัขแก่ การดูแลสุนัขที่มีอายุมากนั้นมีการเลี้ยงที่คล้ายคลึงกับสุนัขวัยต่างๆ เพียงแต่เราต้องเอาใจใส่ในบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเพราะสุนัขแก่นั้น ร่างกายจะอ่อนแอกว่าสุนัขที่อายุยังน้อย - ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี สุนัขควรมีการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจสอบหาปริมาณของเอนไซม์ เพราะปริมาณของเอนไซม์จะสามารถบอกได้ถึงการทำงานของระบบอวัยวะภายในได้เป็นอย่างดี -ถ่ายพยาธิเป็นประจำ ควรถ่ายพยาธิทุกๆ 3 เดือน -ให้ยาฉีดวัคซีนตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันโรคต่างๆ เพราะเมื่อมีอายุมาก ภูมิคุ้มกันอาจจะไม่แข็งแรงนัก ดังนั้นจะต้องให้ความสำคัญ ที่จะต้องให้ภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคที่ไม่พึงประสงค์เช่น โรคไข้หวัด, หัดสุนัข, พิษสุนัขบ้า -สุขภาพในช่องปาก บางครั้งสุนัขอาจมีอาการกินอาหารน้อยลงซึ่งอาจเกิดมาจากฟันผุ ถ้าเกิดขึ้นต้องพาไปพบสัตวแพทย์ ทางป้องกันฟันผุที่ดีคือต้องมีการแปรงฟัน และขูดหินปูนซึ่งจะช่วยลดอาการฟันผุลงไปได้บ้าง -การให้อาหาร การเลือกซื้ออาหารควรเลือกอาหารตามประเภทและอายุของสุนัข เพราะอาหารจะมีการปรับโภชนาการมาให้สอดคล้องกับ ลักษณะและอายุของสุนัข จะทำให้สุนัขเกิดโรคจากอาหารได้น้อยลง เช่น โรคอ้วน และยังจะให้สารอาหารตามที่ร่างกายสุนัขต้องการ |
|
|
ชนิดของอาหาร
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อดี
|
1. มีคุณค่าทางอาหารสูง
2. ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋อง 3. ความสูญเสียเนื่องมาจากการเน่าเสียของอาหารมีน้อย 4. มูลสัตว์ที่ออกสามารถเก็บทำความสะอาดง่าย |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อเสีย
|
ความน่ากินและรสชาติของอาหารเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องแล้วด้อยกว่า
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
2. อาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋อง
จัดเป็นอาหารสำเร็จรูปซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ต่างๆ รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ มีความชื้นสูงประมาณ 75% ซึ่งอาหารกระป๋องที่ดีควรจะมีวัตถุอาหารที่ครบถ้วนสมดุลและผ่านขบวนการผลิตทำให้สุกโดยความร้อนหรือไอน้ำซึ่งเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาได้ ดังนั้นการให้สุนัขกินอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องเพียงอย่างเดียวสามารถทำได้ แต่ค่อนข้างสิ้นเปลืองเมื่อเทียบกับพลังงานและคุณค่าอาหารที่สัตว์จะได้รับแล้ว สุนัขต้องกินอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องในปริมาณมาก ดังนั้นมีทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือ คลุกอาหารกระป๋องกับอาหารเม็ดเข้าด้วยกัน จะเพิ่มความน่ากินของอาหารเม็ดและลดการใช้อาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องโดยทีสัตว์สามารถได้คุณค่าทางอาหารที่ดี |
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อดี
|
สะดวก และมีความน่ากินสูง
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อเสีย
|
ราคาแพง และถ้ากินไม่หมดในแต่ละมื้ออาจเกิดการบูดเน่าได้
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
3. อาหารที่ปรุงแต่งขึ้นเอง |
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อดี
|
1. สะดวก (ในบางกรณี)
2. ความน่ากิน |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อเสีย
|
1. สุนัขอาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
2. การเน่าเสียของอาหาร จะส่งผลต่อสุขภาพของสุนัขได้ 3. ทำให้สุนัขมีนิสัยเลือกกินอาหาร |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
4. ของว่างและขนมขบเคี้ยว |
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อดี
|
ช่วยในการขัดฟัน ลดปัญหาหินปูนได้
หรือชะลอให้เกิดหินปูนช้าลง
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
แม่สุนัขจะมีปริมาณน้ำนมมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 2 - 3 หลังคลอดแล้วปริมาณน้ำนมจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ และจะลดลงอย่างมากในสัปดาห์ที่ 5 - 6 ซึ่งโดยปกติจะเป็นช่วงที่ลูกสุนัขหย่านม (weaning) อาหารแรกเริ่มที่เจ้าของจะให้ลูกสุนัขสามารถให้ตอนช่วงอายุ 5 - 6 สัปดาห์นี้ โดยอาจจะเริ่มให้เพียงเล็กน้อยก่อนในขณะที่ลูกสุนัขยังไม่หย่านม แล้วค่อยๆ เพิ่มประมาณอาหารตามลำดับ อาหารเริ่มแรกควรเป็นอาหารอ่อน บดละเอียด อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัสและวิตามินดี และเป็นอาหารที่มีคุณค่าของโปรตีนสูง เจ้าของสุนัขอาจจะเติมวิตามิน หรือน้ำมันตับปลาควบไปด้วย คุณภาพอาหารที่ให้มีความเช่นเดียวกันกับการเพิ่มปริมาณอาหารโดยเฉพาะระยะแรกที่เริ่มหย่านม ปริมาณครั้งของการให้อาหารสามารถแสดงได้ดังนี้ :- |
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
อายุหลังหย่านม - 5
เดือน
|
ให้อาหารวันละ 4 ครั้งในปริมาณพอเหมาะ
- อาหารโปรตีนสูง - อัตราส่วน Ca : P = 1.2 : 1.0 - เสริมวิตามิน |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
อายุ 5 - 6 เดือน
|
ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง
- อาหารโปรตีนสูง - อัตราส่วน Ca : P = 1.2 : 1.0 - เสริมวิตามิน A,D,B |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
สำหรับในลูกสุนัขที่ไม่ได้รับน้ำนมจากแม่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
และควรให้สัตวแพทย์สอดท่อให้อาหารและให้อาหารสำหรับลูกสุนัขที่เหมาะสมไม่ควรให้ลูกสุนัขกินน้ำนมโคเพราะจะทำให้ท้องเสียและขาดน้ำได้
ดังนั้นการเลี้ยงดูลูกสุนัขกำพร้าหรือไม่ได้รับน้ำนมจากแม่ควรใช้สูตรอาหารดังต่อไปนี้
:-
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
สูตรที่ 1
|
ใช้นมผงสำเร็จรูปสำหรับลูกสุนัข | |||||||||||||||||||||||||||||||
|
สูตรที่ 2
|
ผสมนม Evaporated Milk (ไม่ใช่ Skim Milk) 3 ส่วนกับน้ำ 1 ส่วน ป้อนให้ลูกสุนัขกิน หากมีอาการท้องเสียเกิดขึ้น ควรเจือจางน้ำนมลงไปอีก | |||||||||||||||||||||||||||||||
|
สูตรที่ 3
|
ผสมอาหารกระป๋องลูกสุนัขสำเร็จรูป 2 ส่วนกับน้ำ 1 ส่วน แล้วปั่นให้เข้ากันก่อนนำไปเลี้ยงลูกสุนัข | |||||||||||||||||||||||||||||||
|
สูตรที่ 4
|
ส่วนผสม นมสด (Whole Milk) 1 ถ้วย น้ำมันพืช 1 ช้อนชา วิตามินรวมสำหรับเด็ก 1 หยด ไข่แดง 2 ฟอง นำมาปั่นรวมกัน 1 นาที แล้วนำไปเลี้ยงลูกสุนัข |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
นอกจากนี้ยังต้องดูแลเรื่องของอุณหภูมิด้วย
เนื่องจากลูกสุนัขปกติจะมีอุณหภูมิแรกคลอดประมาณ 96.8๐F และจะมีอุณหภูมิเท่ากับสุนัขโตเมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ
4 สัปดาห์ (101-102๐F) ถ้าลูกสุนัขมีอุณหภูมิร่างกายต่ำควรให้ความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอทุก
1 - 3 ชั่วโมงจนอุณหภูมิคงที่
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
การให้อาหารแก่สุนัขที่โตแล้วอาจจะให้
1 มื้อหรือ 2มื้อก็ได้ โดยความต้องการอาหารในสุนัขแต่ละพันธุ์จะไม่เท่ากัน
เช่นดังแสดงในตาราง
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อแนะนำสำหรับการให้อาหาร
1. อาหารสำเร็จรูปควรเลือกใช้ของบริษัทที่น่าเชื่อถือ 2. ห้ามให้อาหารที่เสียแก่สุนัข 3. จัดน้ำสะอาดไว้ให้ตลอดเวลา 4. ห้ามให้อาหารเลี้ยงแมวกับสุนัขเพราะมีโปรตีนสูงเกินไป 5. อาหารที่ให้ควรมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง 6. อาหารที่มีน้ำเป็นส่วนผสมที่กินเหลือไม่ควรเก็บไว้ในมื้อต่อไป 7. อาหารแห้งควรทิ้งวันต่อวัน 8. ไม่ควรปล่อยให้สุนัขอ้วนเกินไป 9. ห้ามให้กระดูกที่เปราะแก่สุนัขเช่น กระดูกไก่ 10. สุนัขที่ไม่ยอมกินอาหารนานกว่า 24 ชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณบอกว่าสุนัขเจ็บป่วยจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์ |
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
สุนัขจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของ ทั้งในด้านการดูแลขน การอาบน้ำ การดูแลสภาพทั่วไปของหู ตา จมูกและเล็บเท้า รวมไปดึงการดูแลสุขภาพของเหงือกและฟันตลอดจนการออกกำลังกาย การได้รับอาหารที่ดี และการได้รับการตรวจเช็คสุขภาพโดยสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอด้วย การทำความสะอาดใบหน้า |
|
|
ปัจจุบันมียามากมายให้เลือกมากมายให้เลือกใช้บำบัดโรคต่างๆ
ของสุนัข ยาสำหรับให้ทางปากส่วนมากจะให้โดยการกินจึงต้องให้โดยการป้อนยาสุนัขโดยมีวิธีการดังนี้
|
|
|
|
![]()