Free Web Hosting | free host | Free Web Space | BlueHost Review
Free webhosts Streetview photos

DoGs


ลักษณะพันธุ์สุนัข | การเลี้ยงดูและการจัดการ | อาหาร | การให้อาหารลูกสุนัข | การให้อาหารในสุนัขโต | การดูแลรักษาและการทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของสุนัข | การให้ยา | การอุ้มสุนัข

 

ลักษณะพันธุ์สุนัข

พันธุ์สุนัขต่างๆ แบ่งออกได้เป็นกลุ่มตามมาตรฐานของ American Kennel Club (AKC) ซึ่งใช้กันเป็นมาตรฐานแบบหนึ่งในโลกโดยกำหนดได้ดังนี้ :


กลุ่มที่ 1 : สุนัขเพื่อกีฬาล่าสัตว์ (Sporting Breeds)

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์
สุนัขในกลุ่มนี้ถูกคัดมาเพื่อออกล่าสัตว์เคียงคู่กันกับคนโดยทางยุโรปนั้นถือว่าการล่าสัตว์เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง เหยื่อมักจะเป็นสัตว์ปีก เช่น ไก่ฟ้า เป็ดน้ำ ฯลฯ เมื่อคนออกไปล่าโดยใช้ปืนยิงแล้วสุนัขเหล่านี้จะเป็นผู้ไปเก็บเหยื่อมาให้หรือบางครั้งใช้สุนัขเหล่านี้เพื่อชี้เป้า ลักษณะพิเศษของสุนัขกลุ่มนี้คือ ว่องไว ตาไว ว่ายน้ำเก่ง ไม่ก้าวร้าวต่อคน มีความเป็นมิตร ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น พอยท์เตอร์ , โกลเด้น รีทรีฟเวอร์, ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์, ค็อกเกอร์ สแปเนียล, ไวเมอร์แรนเนอร์ ฯลฯ
 

กลุ่มที่ 2 : สุนัขล่าสัตว์หรือฮาวนด์ (Hound Breeds)

ดัชชุน
สุนัขในกลุ่มนี้ใช้ในกรณีการล่าเช่นกัน แต่จะแตกต่างไปจากกลุ่มแรกโดยที่หมาล่าสัตว์นี้จะใช้ล่าสัตวูบก สัตว์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่กระต่ายขึ้นไปจนถึงกวางหรือคน เนื่องจากสุนัขสามารถใช้จมูกได้ดีมากด้วยการดมบนพื้นหรือใช้สายตามาองหาจากระยะไกล สุนัขบางพันธุ์ในกลุ่มนี้คัดพันธุ์มาให้เป็นพวกนักขุดนักมุด จึงสามารถแทรกตัวเข้าไปในอุโมงค์หรือโพรงเพื่อจับเหยื่อ ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น อาฟกันฮาวนด์, บาสเซ็ทฮาวนด์, บีเกิล, บลัดฮาวนด์, ดัชชุน, เกรย์ฮาวนด์ ฯลฯ

กลุ่มที่ 3 : สุนัขใช้งาน (Working Breeds)

เซนต์เบอร์นาร์ด
สุนัขในกลุ่มนี้ดูจะใกล้ชิดกับมนุษย์มาก เนื่องจากมีการคัดพันธุ์โดยพิจารณาจากโครงสร้าง อารมณ์ และความสามารถพิเศษให้จำเพาะกับงาน เช่น เฝ้ายาม บรรทุกสัมภาระ พฤติกรรมของสุนัขในกลุ่มนี้คือการปกป้องฝูง การหวงพื้นที่ถิ่นฐาน และพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น อากิตะ, บ๊อกเซอร์, มาสตีฟ, โดเบอร์แมน พินเชอร์, เกรทเดน, ร็อตไวเลอร์, เซนต์เบอร์นาร์ด ฯลฯ

กลุ่มที่ 4 : สุนัขเทอร์เรีย (Terrier Breeds)

สุนัขเทอร์เรีย
สุนัขในกลุ่มนี้เป็นพวกนักล่าเหมือนกันเพียงแต่เป็นการล่าจำเพาะชนิดเหยื่อ เช่น การจับหนูในโรงนา กำจัดสัตว์ที่จะมาขโมยไก่ในฟาร์ม ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น บอร์ดเดอร์ เทอร์เรีย, บูล เทอร์เรีย, สก๊อตติช เทอร์เรีย, มินิเอเจอร์ ชเนาว์เซอร์ ฯลฯ

กลุ่มที่ 5 : สุนัขตุ๊กตา (Toy Breeds)

พุดเดิ้ล(ทอย)
สุนัขในกลุ่มนี้จัดเป็นสุนัขที่ย่อส่วนมาจากสุนัขพันธุ์ใหญ่ สุนัขในกลุ่มนี้ถูกคัดมาเพื่อเลี้ยงใกล้ชิดกับคนเรา มันจึงไวต่อความรู้สึกและการแสดงออกของผู้เป็นนาย ขณะตัวมันเองก็ค่อนข้างเจ้าอารมณ์ ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น ชิวาวา, มอลตีส, มินิเอเจอร์ พินเชอร์, ปักกิ่ง, ปอมเมอร์ราเนียน, พุดเดิ้ล(ทอย),ชิสุ,ยอร์กไชร์เทอร์เรีย ฯลฯ

กลุ่มที่ 6 : สุนัขที่ไม่ใช้เพื่อกีฬาล่าสัตว์ (Non - Sporting Breeds)

ดัลเมเชียน
สุนัขในกลุ่มนี้เป็นสุนัขที่เลี้ยงเพื่อความสวยงาม เป็นเพื่อนของคนโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ไปใช้ในงานตามบรรพบุรุษเดิมอีกแล้วโดยในปัจจุบันเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงในบ้านเท่านั้น ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น บูลด๊อก, ชาไป่, เชา-เชา, ดัลเมเชี่ยน, พุดเดิ้ล(มินิเอเจอร์ และมาตรฐาน) ฯลฯ


กลุ่มที่ 7 : สุนัขต้อนและคุ้มครองปศุสัตว์ (Herding Breeds)

เยอรมัน เชพเพิร์ด
สุนัขในกลุ่มนี้ใช้ต้อนฝูงปศุสัตว์เช่นวัวและยังใช้ปกป้องฝูงปศุสัตว์จากสัตว์ต่างๆ ด้วย ตัวอย่างของสุนัขในกลุ่มนี้เช่น ออสเตรเลียน เชพเพิร์ด, คอลลี่, เยอรมัน เชพเพิร์ด (อัลเซเชี่ยน), โอลด์อิงลิช ชีพด๊อก, คอร์กี้ ฯลฯ

 

 

การเลี้ยงดูและการจัดการ



1. สุนัขตั้งท้อง
หลังจากผสมติด แม่สุนัขจะแสดงอาการแพ้ท้องหรือไม่ก็ได้ อาการที่เห็นบ่อยคือ ระยะแรกๆ จะมีอาการเบื่ออาหาร
ต่อมาน้ำหนักตัวจะขึ้น ท้องขยายออก ท้องจะเห็นชัดหลังผสม 1 เดือน ควรทำการถ่ายพยาธิหลัง ตั้งท้องได้ 1 เดือนครึ่งแล้ว
กรณีที่ไม่แน่ใจว่ามีการตั้งท้องหรือไม่ สามารถนำไปให้สัตวแพทย์ X - ray ดูได้โดยถ้ามีการตั้งท้องได้ 45 - 50 วัน
จะเห็นกระดูกโครงร่างของลูกสุนัขอยู่ในมดลูกของตัวแม่
ปกติสุนัข จะตั้งท้อง 57 - 63 วัน ไม่ควรเลี้ยงสุนัขจนอ้วนเกินไป จนไม่มีแรงในการเบ่งคลอด ควรให้มีการออกกำลังกายเบาๆ
เช่นมีการจูงเดิน ห้ามให้กระโดดโลดเต้นซึ่งอาจจะทำให้แท้งได้ ไม่ควรให้พบกับคนแปลกหน้า สุนัขจากที่อื่น
หรือสัตว์เลี้ยงที่สุนัขชอบไล่ เช่น แมว

2. การให้อาหาร
จะต้องมีคุณภาพสูง โปรตีนมาก ไขมันน้อย
4 สัปดาห์แรก เพิ่มอาหาร 5%
สัปดาห์ที่ 4 และ 5 เพิ่มอาหาร 24%
สัปดาห์ที่ 5 และ 6 เพิ่มอาหาร 66% เนื่องจากลูกโตมาก
หากแม่สุนัขมีความสกปรกเกิดขึ้น ควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น เช็ดถูให้สะอาด ไม่ควรอาบน้ำให้ โดยเฉพาะน้ำที่เย็นมากๆ
ก่อนถึงกำหนดคลอด ผู้เลี้ยงควรปฏิบัติดังนี้
1. ตัดแต่งขนบริเวณก้น และอวัยวะเพศให้แม่สุนัข
2. ตัดแต่งขนบริเวณหัวนมที่รกรุงรังออก
3. ล้างเต้านมและหัวนมให้สะอาดด้วยสบู่
4. จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างทำคลอดให้พร้อม

3. การดูแลขณะคลอด
ขณะที่แม่สุนัขที่พร้อมที่จะคลอดลูก เจ้าของสุนัขควรคอยดูออยู่ห่างๆ เว้นแต่ในรายของสุนัขที่คลอดยากหรือมีแรงบีบตัวของมดลูกน้อย ในกรณีนี้เจ้าของสามารถช่วยเหลือลูกสุนัขได้โดย
1. ควรช่วยดึงลูกสุนัขเบาๆ โดยใช้ผ้าสะอาดหรือผ้า gauze จับลูกสุนัข การดึงต้องทำด้วยวิธีที่นุ่มนวลมากที่สุด และด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
2. หลังจากที่ช่วยดึงลูกสุนัขออกมาแล้ว จะต้องรีบดึงเยื่อเมือกที่หุ้มตัวลูกสุนัขออกให้หมดโดยเฉพาะส่วนหัวควรล้างเอาเยื่อเมือกต่างๆ
ออกจากปากและหลอดลม ขณะเดียวกันอาจจะจับลูกสุนัขเอาหัวลง สะบัดให้เยื่อเมือกออกจากปาก ลูกสุนัขจะเริ่มต้นการหายใจ
3. ทำการตัดสายสะดือ โดยใช้ไหม (silk) ที่ได้รับการฆ่าเชื้อโรคผูก และตัดสายสะดือห่างจากผนังช่องท้องประมาณ 1 1/ 2 นิ้ว
4. ใช้ผ้าแห้งที่สะอาดเช็ดเยื่อเมือกต่างๆ ทั่วตัวลูกสุนัข เป็นการกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ
5. นำลูกสุนัขที่คลอดไปรับน้ำนมแรกคลอดจากแม่โดยเร็วที่สุด เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ที่จะสามารถถ่ายทอดจากแม่มาสู่ลูกสุนัขได้
้ ถ้าไม่สามารถทำการช่วยเหลือได้ เช่น ลูกสุนัขมีขนาดใหญ่มาก ควรพาไปพบสัตวแพทย์

4.แม่สุนัขหลังคลอดลูกและเลี้ยงลูก

อาหารที่ใช้เลี้ยงสุนัขที่เลี้ยงลูกไม่ได้มีให้เฉพาะแม่สุนัขเท่านั้น แต่มันจะต้องถ่ายทอดไปให้ลูกสุนัขด้วย โดยการเปลี่ยนเป็นนม
ฉะนั้นปริมาณอาหารที่แม่สุนัขจะได้รับจะต้องเพิ่มขึ้นโดย
สัปดาห์แรก เพิ่มเท่าครึ่งจากปกติ
สัปดาห์ที่ 2 เพิ่มเป็น 2 เท่า
สัปดาห์ที่ 3 เพิ่มเป็น 3 เท่า
สิ่งที่ต้องเสริมเพิ่มเติมแก่แม่สุนัขได้แก่ แร่ธาตุ คือ แคลเซียมและฟอสฟอรัส เพราะแม่สุนัขให้นมลูก ทำให้ปริมาณแคลเซียมก็จะลดลงจนถึงระดับที่เกิดการขาดแร่ธาตุที่เราเรียกว่า ภาวะแคลเซียมต่ำ
แม่สุนัขจะแสดงอาการชัด เกร็ง น้ำลายไหลยืด ตัวร้อนจัดซึ่งจะเรียกว่า Milk Fever หรือไข้น้ำนม
เมื่อเจ้าของนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์ซึ่งสัตวแพทย์จะฉีดแคลเซียมให้ อาการจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทางที่ดีควรมีการป้องกันไว้โดยการเพิ่มเติมแคลเซียมลงไปในอาหารของแม่สุนัขเลี้ยงลูกตามคำแนะนำจากสัตวแพทย์
พร้อมกับให้จากแหล่งอาหารธรรมชาติคือ นม ซึ่งจะเป็นการป้องกันปัญหาได้ดี

5.การดูแลสุนัขแรกคลอด

ลูกสุนัขที่เกิดใหม่ควรให้อยู่ในที่อบอุ่นและเงียบสงบ โดยอาจจะปูผ้าให้นอนและหมั่นคอยเปลี่ยนผ้ารองเพื่อให้มีความสะอาด
และแห้งอยู่เสมอ และระวังอย่าให้ผ้าปิดจมูกลูกสุนัข มิฉะนั้นจะหายใจไม่ออก ลูกสุนัขที่มีสุขภาพดีเป็นปกติที่เพิ่งเกิด จะต้องการพักผ่อนและมักจะหลับเป็นเวลานาน หากลูกสุนัขตัวใดตะเกียกตะกายหรือส่งเสียงร้องตลอดเวลา
เจ้าของควรจะดูแลใกล้ชิดและหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้น
การดูแลลูกสุนัขแรกคลอดสามารถปฏิบัติได้ดังต่อไปนี้คือ :-

ลูกสุนัขแรกคลอด

1.ให้ความอบอุ่น
2.ให้อยู่ในที่เงียบสงบ
3.ให้ได้รับน้ำนมจากแม่สุนัข (colostrum)
โดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นสิ่ง จำเป็นมากต่อความคุ้มโรคของลูกสุนัข
อายุ 2 - 3 วัน
สายสะดือจะแห้งและหลุดออก
อายุ 3 - 4 วัน
นำไปหาสัตวแพทย์เพื่อตัดหางและนิ้วติ่ง (ในสุนัขบางพันธุ์)

6.การดูแลสุนัขแก่

การดูแลสุนัขที่มีอายุมากนั้นมีการเลี้ยงที่คล้ายคลึงกับสุนัขวัยต่างๆ เพียงแต่เราต้องเอาใจใส่ในบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเพราะสุนัขแก่นั้น
ร่างกายจะอ่อนแอกว่าสุนัขที่อายุยังน้อย
- ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี สุนัขควรมีการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจสอบหาปริมาณของเอนไซม์ เพราะปริมาณของเอนไซม์จะสามารถบอกได้ถึงการทำงานของระบบอวัยวะภายในได้เป็นอย่างดี
-ถ่ายพยาธิเป็นประจำ ควรถ่ายพยาธิทุกๆ 3 เดือน
-ให้ยาฉีดวัคซีนตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันโรคต่างๆ เพราะเมื่อมีอายุมาก ภูมิคุ้มกันอาจจะไม่แข็งแรงนัก ดังนั้นจะต้องให้ความสำคัญ
ที่จะต้องให้ภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคที่ไม่พึงประสงค์เช่น โรคไข้หวัด, หัดสุนัข, พิษสุนัขบ้า
-สุขภาพในช่องปาก บางครั้งสุนัขอาจมีอาการกินอาหารน้อยลงซึ่งอาจเกิดมาจากฟันผุ ถ้าเกิดขึ้นต้องพาไปพบสัตวแพทย์
ทางป้องกันฟันผุที่ดีคือต้องมีการแปรงฟัน และขูดหินปูนซึ่งจะช่วยลดอาการฟันผุลงไปได้บ้าง
-การให้อาหาร การเลือกซื้ออาหารควรเลือกอาหารตามประเภทและอายุของสุนัข เพราะอาหารจะมีการปรับโภชนาการมาให้สอดคล้องกับ
ลักษณะและอายุของสุนัข จะทำให้สุนัขเกิดโรคจากอาหารได้น้อยลง
เช่น โรคอ้วน และยังจะให้สารอาหารตามที่ร่างกายสุนัขต้องการ

 

อาหาร

ชนิดของอาหาร
1.อาหารแห้ง หรืออาหารเม็ด
จัดเป็นอาหารสำเร็จรูปที่ประกอบด้วยคุณค่าทางอาหารที่สมบูรณ์ มีความชื้น 6 - 10% ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นอาหารแห้งนั้น จะมีทั้งเมล็ดธัญพืช เนื้อวัว เนื้อไก่ ผลิตภัณฑ์จากปลา,นม ตลอดจนวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ นำมาผสมรวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมจะได้คุณค่าทางอาหารและพลังงานที่เหมาะกับสุนัขตามขนาดและความต้องการอาหาร ณ ช่วงนั้นๆ โดยจะผ่านขบวนการความสูญเสียของคุณค่าทางอาหารจะเกิดขึ้นเป็นบางส่วน วัตถุดิบอาหารที่ดีนั้นเมื่อนำมาผลิตเป็นอาหารเม็ดแล้วความสูญเสียส่วนนี้จะเกิดขึ้นน้อย

ข้อดี
1. มีคุณค่าทางอาหารสูง
2. ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋อง
3. ความสูญเสียเนื่องมาจากการเน่าเสียของอาหารมีน้อย
4. มูลสัตว์ที่ออกสามารถเก็บทำความสะอาดง่าย
ข้อเสีย
ความน่ากินและรสชาติของอาหารเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องแล้วด้อยกว่า

 

2. อาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋อง
จัดเป็นอาหารสำเร็จรูปซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ต่างๆ รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ มีความชื้นสูงประมาณ 75% ซึ่งอาหารกระป๋องที่ดีควรจะมีวัตถุอาหารที่ครบถ้วนสมดุลและผ่านขบวนการผลิตทำให้สุกโดยความร้อนหรือไอน้ำซึ่งเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาได้
ดังนั้นการให้สุนัขกินอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องเพียงอย่างเดียวสามารถทำได้ แต่ค่อนข้างสิ้นเปลืองเมื่อเทียบกับพลังงานและคุณค่าอาหารที่สัตว์จะได้รับแล้ว สุนัขต้องกินอาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องในปริมาณมาก ดังนั้นมีทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือ คลุกอาหารกระป๋องกับอาหารเม็ดเข้าด้วยกัน จะเพิ่มความน่ากินของอาหารเม็ดและลดการใช้อาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องโดยทีสัตว์สามารถได้คุณค่าทางอาหารที่ดี
ข้อดี
สะดวก และมีความน่ากินสูง
ข้อเสีย
ราคาแพง และถ้ากินไม่หมดในแต่ละมื้ออาจเกิดการบูดเน่าได้

 

3. อาหารที่ปรุงแต่งขึ้นเอง
การปรุงอาหารสดให้สุนัขกินเองนั้นคำนวณสูตรและปริมาณการให้ค่อนข้างยาก เพื่อจะให้ครบถ้วนตามความต้องการของสุนัข ซึ่งปกติสุนัขเป็นสัตว์ที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ เราจะสามารถผสมสูตรอาหารให้กินได้มากมาย สุนัขจะมีความชอบในการกินอาหารประเภทนี้มาก ซึ่งปัจจัยหลักคือการให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยาก โดยทั่วไปเจ้าของที่เลี้ยงสุนัขด้วยอาหารชนิดนี้ควรจะมีการเสริมวิตามินสำเร็จรูปในแต่ละมื้อ เพื่อเพิ่มปริมาณสารอาหารที่สำคัญซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ให้กับสุนัข

ข้อดี
1. สะดวก (ในบางกรณี)
2. ความน่ากิน
ข้อเสีย
1. สุนัขอาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
2. การเน่าเสียของอาหาร จะส่งผลต่อสุขภาพของสุนัขได้
3. ทำให้สุนัขมีนิสัยเลือกกินอาหาร

 

4. ของว่างและขนมขบเคี้ยว
ขนมขบเคี้ยวของสุนัขนั้นปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล,มอลตีส,ชิสุ เป็นต้น ซึ่งเป็นการแสดงออกของความรักความผูกพันในอีกรูปแบบหนึ่งโดยมักไม่คำนึงถึงคุณค่าทางอาหารมากนัก สารอาหารในขนมขบเคี้ยวนั้นแต่ละบริษัทต่างปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติให้ถูกปากสุนัขมากที่สุด โดยอยู่ในรูปแบบของกระดูกปลอม บิสกิตสุนัข หรือเป็นชิ้นเนื้อ เบคอนต่างๆ ซึ่งใช้แต่งกลิ่นเป็นที่ชื่นชอบของสุนัขทั้งสิ้น ข้อดี ช่วยในการขัดฟัน ลดปัญหาหินปูนได้ หรือชะลอให้เกิดหินปูนช้าลง

ข้อดี
ช่วยในการขัดฟัน ลดปัญหาหินปูนได้ หรือชะลอให้เกิดหินปูนช้าลง

 

การให้อาหารลูกสุนัข

ลูกสุนัขแรกคลอดควรได้รับน้ำนมเหลืองจากแม่ (colostrum) โดยเร็วที่สุดหลังจากคลอดเพราะน้ำนมแม่เป็นอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ มีแร่ธาตุที่จำเป็นในการสร้างกระดูกและฟัน มีโปรตีนสูง สำหรับลูกสุนัขที่อ่อนแอ ผอมบางผิวหนังเหี่ยวย่น ตัวเย็น เยื่อเมือกและผิวหนังหน้าท้องและขามีสีออกม่วง ในสัปดาห์แรกควรให้กลูโคสและน้ำตับดิบช่วยวันละ 2 - 3 ซีซี และอาจจะให้วิตามินเสริม
แม่สุนัขจะมีปริมาณน้ำนมมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 2 - 3 หลังคลอดแล้วปริมาณน้ำนมจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ และจะลดลงอย่างมากในสัปดาห์ที่ 5 - 6 ซึ่งโดยปกติจะเป็นช่วงที่ลูกสุนัขหย่านม (weaning) อาหารแรกเริ่มที่เจ้าของจะให้ลูกสุนัขสามารถให้ตอนช่วงอายุ 5 - 6 สัปดาห์นี้ โดยอาจจะเริ่มให้เพียงเล็กน้อยก่อนในขณะที่ลูกสุนัขยังไม่หย่านม แล้วค่อยๆ เพิ่มประมาณอาหารตามลำดับ อาหารเริ่มแรกควรเป็นอาหารอ่อน บดละเอียด อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัสและวิตามินดี และเป็นอาหารที่มีคุณค่าของโปรตีนสูง เจ้าของสุนัขอาจจะเติมวิตามิน หรือน้ำมันตับปลาควบไปด้วย คุณภาพอาหารที่ให้มีความเช่นเดียวกันกับการเพิ่มปริมาณอาหารโดยเฉพาะระยะแรกที่เริ่มหย่านม ปริมาณครั้งของการให้อาหารสามารถแสดงได้ดังนี้ :-
อายุหลังหย่านม - 5 เดือน
ให้อาหารวันละ 4 ครั้งในปริมาณพอเหมาะ
- อาหารโปรตีนสูง
- อัตราส่วน Ca : P = 1.2 : 1.0
- เสริมวิตามิน
อายุ 5 - 6 เดือน
ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง
- อาหารโปรตีนสูง
- อัตราส่วน Ca : P = 1.2 : 1.0
- เสริมวิตามิน A,D,B
สำหรับในลูกสุนัขที่ไม่ได้รับน้ำนมจากแม่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และควรให้สัตวแพทย์สอดท่อให้อาหารและให้อาหารสำหรับลูกสุนัขที่เหมาะสมไม่ควรให้ลูกสุนัขกินน้ำนมโคเพราะจะทำให้ท้องเสียและขาดน้ำได้ ดังนั้นการเลี้ยงดูลูกสุนัขกำพร้าหรือไม่ได้รับน้ำนมจากแม่ควรใช้สูตรอาหารดังต่อไปนี้ :-
สูตรที่ 1
ใช้นมผงสำเร็จรูปสำหรับลูกสุนัข
สูตรที่ 2
ผสมนม Evaporated Milk (ไม่ใช่ Skim Milk) 3 ส่วนกับน้ำ 1 ส่วน ป้อนให้ลูกสุนัขกิน หากมีอาการท้องเสียเกิดขึ้น ควรเจือจางน้ำนมลงไปอีก
สูตรที่ 3
ผสมอาหารกระป๋องลูกสุนัขสำเร็จรูป 2 ส่วนกับน้ำ 1 ส่วน แล้วปั่นให้เข้ากันก่อนนำไปเลี้ยงลูกสุนัข
สูตรที่ 4
ส่วนผสม
นมสด (Whole Milk) 1 ถ้วย
น้ำมันพืช 1 ช้อนชา
วิตามินรวมสำหรับเด็ก 1 หยด
ไข่แดง 2 ฟอง
นำมาปั่นรวมกัน 1 นาที แล้วนำไปเลี้ยงลูกสุนัข
นอกจากนี้ยังต้องดูแลเรื่องของอุณหภูมิด้วย เนื่องจากลูกสุนัขปกติจะมีอุณหภูมิแรกคลอดประมาณ 96.8๐F และจะมีอุณหภูมิเท่ากับสุนัขโตเมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ 4 สัปดาห์ (101-102๐F) ถ้าลูกสุนัขมีอุณหภูมิร่างกายต่ำควรให้ความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอทุก 1 - 3 ชั่วโมงจนอุณหภูมิคงที่

 

การให้อาหารในสุนัขโต

การให้อาหารแก่สุนัขที่โตแล้วอาจจะให้ 1 มื้อหรือ 2มื้อก็ได้ โดยความต้องการอาหารในสุนัขแต่ละพันธุ์จะไม่เท่ากัน เช่นดังแสดงในตาราง

ปริมาณอาหารสำเร็จรูปต่อวันสำหรับสุนัขที่โตเต็มวัย

พันธุ์สุนัข
แคลอรี่ที่ต้องการ
อาหารกระป๋องต่อมื้อ
อาหารกึ่งชื้น
อาหารแห้ง
พันธุ์ทอย 5 กก. เช่นยอร์กไชร์เทอร์เรีย
210 แคลอรี่
เนี้อ 105 กรัม ส่วนประกอบอื่น 35 กรัม
70 กรัม
60 กรัม
สุนัขขนาดเล็ก10 กก. เช่นเวตส์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรีย
590 แคลอรี่
เนื้อ 300 กรัม ส่วนประกอบอื่น100 กรัม
190 กรัม
170 กรัม
สุนัขขนาดกลาง 20 กก. เช่นค็อกเกอร์ สแปเนียล
900 แคลอรี่
เนื้อ 450 กรัม ส่วนประกอบอื่น150 กรัม
300 กรัม
260 กรัม
สุนัขขนาดใหญ่ 40 กก. เช่นเยอรมัน เชพเพิร์ด
1680 แคลอรี่
เนื้อ 850 กรัม ส่วนประกอบอื่น280 กรัม
545 กรัม
480 กรัม
สุนัขขนาดยักษ์ 80 กก. เช่นเกรตเดน
2800 แคลอรี่
เนื้อ 1,400 กรัม ส่วนประกอบอื่น460 กรัม
900 กรัม
800 กรัม
ข้อแนะนำสำหรับการให้อาหาร
1. อาหารสำเร็จรูปควรเลือกใช้ของบริษัทที่น่าเชื่อถือ
2. ห้ามให้อาหารที่เสียแก่สุนัข
3. จัดน้ำสะอาดไว้ให้ตลอดเวลา
4. ห้ามให้อาหารเลี้ยงแมวกับสุนัขเพราะมีโปรตีนสูงเกินไป
5. อาหารที่ให้ควรมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง
6. อาหารที่มีน้ำเป็นส่วนผสมที่กินเหลือไม่ควรเก็บไว้ในมื้อต่อไป
7. อาหารแห้งควรทิ้งวันต่อวัน
8. ไม่ควรปล่อยให้สุนัขอ้วนเกินไป
9. ห้ามให้กระดูกที่เปราะแก่สุนัขเช่น กระดูกไก่
10. สุนัขที่ไม่ยอมกินอาหารนานกว่า 24 ชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณบอกว่าสุนัขเจ็บป่วยจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์

 

การดูแลสุนัข

สุนัขจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของ ทั้งในด้านการดูแลขน การอาบน้ำ การดูแลสภาพทั่วไปของหู ตา จมูกและเล็บเท้า รวมไปดึงการดูแลสุขภาพของเหงือกและฟันตลอดจนการออกกำลังกาย การได้รับอาหารที่ดี และการได้รับการตรวจเช็คสุขภาพโดยสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอด้วย

การทำความสะอาดใบหน้า
1.ในการทำความสะอาดตา ให้ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำบิดให้แห้งเช็ดขอบตา ควรใช้สำลีแผ่นใหม่สำหรับตาแต่ละข้าง และถ้าพบว่าสุนัขมีขี้ตาหรือมีอาการตาอักเสบ ควรนำไปปรึกษาสัตวแพทย
์ 2.ในการทำความสะอาดช่องหู ควรได้รับการดูแลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำอุ่น น้ำยาเช็ดหูสำหรับสุนัขทำความสะอาดซอกหูและช่องหู ควรใช้สำลีใหม่สำหรับหูแต่ละข้าง ถ้าพบอาการอักเสบให้หยุดการเช็ดทันทีแล้วรีบปรึกษาสัตวแพทย์
3.ทำความสะอาดบริเวณที่พับย่นเพื่อป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรก กำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายและแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการระคายเคืองและการติดเชื้อ

การดูแลสุขภาพภายในช่องปาก

สัตวแพทย์สามารถจัดยาสีฟันที่เหมาะสมสำหรับสุนัขให้ได้ และไม่ควรใช้ยาสีฟันสำหรับคนกับสุนัข
1.ควรตรวจสุขภาพฟันและเพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขไม่มีปัญหาเหงือกอักเสบหรือคราบหินปูนเกาะฟันซึ่งเป็นสาเหตุของเหงือกอักเสบ
2.แปรงฟันให้สุนัขอย่างนิ่มนวล ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม อาจใช้น้ำเกลือเจือจางหรือยาสีฟันสำหรับสุนัข

การตัดเล็บ

การตัดเล็บจะต้องไม่ตัดให้ลึกถึงบริเวณที่เห็นเป็นสีชมพู เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก เรียกว่า เนลเบด (nail bed) หรือ ควิก (quick) ถ้าไม่แน่ใจควรให้สัตวแพทย์เป็นผู้ตัดเล็บให้แก่สุนัข
1.จับนิ้วสุนัขให้แยกจากกัน และตรวจดูระหว่างนิ้ว เช็ดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วด้วยสำลีชุบน้ำ
2.ตัดเล็บด้วยความระมัดระวัง ตะไบปลายเล็บให้เรียบร้อย ถ้าสุนัขตัวนั้นมีนิ้วติ่งให้ตัดเล็บที่นิ้วติ่งออกไปด้วย

การดูแลผิวหนังและขน
วัตถุประสงค์ในการดูแลผิวหนังและขนสุนัขมี 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือเพื่อให้ขนและผิวหนังรวมทั้งเหงือก ฟัน และเล็บของสุนัขมีสุขภาพดี ส่วนประการที่สองก็คือ เป็นการฝึก หรือย้ำเตือนสุนัขให้เชื่อฟังคำสั่ง และยอมรับว่าเจ้าของมีอำนาจเหนือกว่า
เมื่อสุนัขยอมให้ดูแลผิวหนังและขนควรให้รางวัลด้วยการสัมผัสหรือลูบคลำตัวสุนัขเท่านั้น แต่บางครั้งอาจให้อาหารเป็นรางวัลก็ได้ กรณีที่สุนัขไม่ยอมให้ดูแลผิวหนังและขน จำเป็นต้องออกคำสั่งบังคับให้สุนัขนั่งลงหรือให้อยู่นิ่งๆ
สุนัขพันธุ์ใหญ่บางพันธุ์ เช่น พันธุ์โดเบอร์แมน และเกรตเดน ซึ่งมีขนสั้นและเรียบ อาจมีขนแข็งคล้ายเข็มซึ่งจะแทงทะลุผิวหนังบริเวณที่มีการกดทับของสุนัขขณะนอนลง เช่น ข้อศอก และข้อขา บริเวณที่บอบบางเหล่านี้ควรใช้แชมพูปรับสภาพเพื่อให้ขนอ่อนนุ่มและป้องกันการอักเสบของผิวหนัง
การแปรงขนให้สุนัขที่มีขนเรียบ
1.สุนัขขนเรียบ เช่น พันธุ์บ๊อกเซอร์ไม่ต้องการการดูแลขนมากนัก แต่ควรแปรงขนสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ขั้นตอนแรกควรใช้แปรงยางหรือถุงมือแปรงย้อนขน เพื่อขจัดขนที่หมดอายุแล้วรวมทั้งสิ่งสกปรกบนผิวหนัง
2.กำจัดขนและผิวหนังที่ตายออกโดยใช้แปรงขนสัตว์แปรงทุกส่วน ตั้งแต่หัวถึงหาง อาจใช้ครีมปรับสภาพผิวหนังทาเพื่อให้ขนดูเงางาม
3.ขัดขนอย่างรวดเร็วด้วยผ้าชามัวร์เพื่อทำให้ขนดูเงางาม สุนัขที่มีขนเรียบเป็นสุนัขที่ดูแลผิวหนังและขนง่ายที่สุด และสามารถทำให้ดูดีได้ด้วยการดูแลอย่างสม่ำเสมอ
การแปรงขนสุนัขที่มีขนสั้น
1.สุนัขที่มีขนสั้นและหนาควรดูแลเป็นประจำและใช้แปรงพิเศษที่เรียกว่า สลิกเกอร์ เพื่อช่วยไม่ให้ขนติดกัน
2.แปรงขนทั่วตัวด้วยแปรงขนสัตว์เพื่อกำจัดขนที่หมดอายุและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ ขณะที่แปรงขนสุนัข สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การตรวจดูว่ามีเห็บหมัด หรือมีความผิดปกติอื่นๆ หรือไม่
3.ใช้หวีซี่ละเอียดแปรงขนบริเวณหางและขา ใช้กรรไกรเล็มขนที่ขึ้นไม่เป็นระเบียบออกไป
การแปรงขนสุนัขที่มีขนคล้ายเส้นไหม
เช่น พันธุ์ยอร์กไชร์ เทอร์เรีย
1.ใช้แปรงสลิกเกอร์สางขนที่พันกันออก การสางขนที่เกาะกันเป็นก้อนต้องกระทำอย่างระมัดระวัง และอย่าดึงแรงจนกระทั่งขาด
2.แปรงอีกครั้งด้วยแปรงขนสัตว์เพื่อให้ขนเงางาม การแปรงขนในขั้นนี้ไม่ควรแปรงสะดุด
3.แสกขนตามแนวกลางหลังแล้วหวีขนแต่ละด้านให้เหยียดลง ตัดแต่งด้วยกรรไกรให้เป็นระเบียบ
4.เล็มขนรอบเท้าและหูและตัดเล็บด้วย 5.ขนที่ยาวเหนือตาควรเล็มออก หรือรวบรวมด้วยริบบิ้นหรือโบว์
การแปรงขนสุนัขขนยาว
เช่น พันธุ์คอลลี่
1.ใช้แปรสลิกเกอร์ค่อยๆ สางขนที่พันกันและเป็นปมอย่างนุ่มนวล และควรระมัดระวัง อย่าฝืนดึงขนหรือแปรงอย่างรุนแรงจนทำให้สุนัขเจ็บ
2.แปรงขนซ้ำอีกครั้งด้วยแปรงขนหมุด การแปรงในขั้นนี้ไม่ควรมีขนที่พันกันแล้ว
3.ใช้ด้ามหวีตรงที่มีซี่หวีกว้างหวีอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงขาที่มีขนยาว
4.ตัดขนที่ยาวรอบเท้าโดยเฉพาะระหว่างนิ้ว ซึ่งเป็นบริเวณที่มักมีสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอมเข้าไปสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง
5.ตัดขนบริเวณข้อขา เพื่อป้องกันการพันกันของขนที่ยาวซึ่งจะเป็นที่สะสมของสิ่งสกปรกและผิวหนังที่ตาย
อุปกรณ์ในการดูแลขน
เนื่องจากสุนัขแต่ละพันธุ์มีลักษณะขนที่แตกต่างกัน การเลือกอุปกรณ์ในการดูแลขนจึงแตกต่างกันไป ขึ้นกับลักษณะและสภาพขนของสุนัขพันธุ์นั้นๆ สุนัขที่มีขนสั้นหรือขนเรียบอาจใช้แค่แปรงธรรมดากับ hound glove ในขณะที่สุนัขขนยาวบางตัวจำเป็นต้องอาศัยมีดตัดขนในการเล็มขนที่ยาวออกเป็นต้น
- แปรงสำหรับแปรงขน
1.Pin Brush เป็นแปรงที่มีลักษณะขนของแปรงเป็นลวดแข็งๆ เหมาะสำหรับสุนัขที่มีขนยาว เช่น พันธุ์ อาฟกันฮาวนด์, ปักกิ่ง, ซาลูกิ
2.Slicker Brush เป็นแปรงที่มีขนาดเบาและมีขนแปรงที่ทำมาจากลวดที่มีปลายแหลม เหมาะที่จะใช้ในการสางขนที่มีลักษณะหยิกเป็นลอน เช่นพันธุ์ พุดเดิ้ล
3.Bristle Brush เป็นแปรงที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม เหมาะสำหรับสุนัขที่มีลักษณะขนเป็นเส้นตรงและมีขนมันเงางาม เช่น พันธุ์ ยอร์กไชร์ เทอร์เรีย
4.Hound Glove เป็นแปรงที่มีที่สวมมือคล้ายกับถุงมือ เหมาะสำหรับสุนัขที่มีขนเรียบเช่น พันธุ์เกรตเดน , ชิวาวา และสุนัขในตระกูลฮาวนด์
- หวีสำหรับสุนัข
1.Half Fine / Half Coarse Comb เป็นหวีที่มีซี่หวีเป็นโลหะ ด้านหนึ่งจะมีซี่หวีถี่แต่อีกด้านจะมีซี่หวีห่าง เหมาะที่จะใช้กับสุนัขทั่วๆ ไป
2.De-Matting Comb เป็นหวีที่มีซี่ยาวและกว้าง เหมาะที่จะใช้ในการสางขนที่ติดแน่นเป็นก้อน
การดูแลผิวหนังและแปรงขนสุนัขอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ผิวหนังและขนอยู่ในสุขภาพดี แต่ในบางครั้งก็จำเป็นต้องอาบน้ำให้สุนัขถ้ามีกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ การอาบน้ำยังช่วยกำจัดพยาธิภายนอกบางชนิด รวมทั้งปรับสภาพผิวหนังที่แห้งหรือมันเกินไป ซึ่งสัตวแพทย์สามารถแนะนำแชมพูยาและครีมปรับสภาพขนที่เหมาะสมกับสุนัข การใช้แชมพูและครีมปรับสภาพขนให้ได้ผลดีจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต
แชมพูที่ล้างออกไม่หมดจะระคายเคืองต่อผิวหนัง และทำให้คันซึ่งสุนัขอาจเกาจนเป็นแผล ระหว่างการอาบน้ำอาจใส่ปลอกคอเพื่อใช้จับสุนัขและป้องกันสุนัขกระโดดออกจากอ่างน้ำการวางผ้ายางไว้ในอ่างน้ำจะช่วยไม่ให้สุนัขลื่น
วิธีการอาบน้ำ
1.หลังจากแปรงขนให้สุนัขแล้วให้ใช้ก้อนสำลีอุดหูสุนัขไว้ แล้วจับสุนัขยืนในอ่างน้ำ โดยใช้ผ้ายางรองพื้นอ่าง ใช้มือจับปลอกคอสุนัขแล้วใช้น้ำอุ่นค่อยๆ ราดลงบนตัวสุนัข
2.ใช้แชมพูสำหรับสุนัขหรือแชมพูที่ไม่ระคายเคืองตาฟอกให้ทั่วตัว ยกเว้นบริเวณหัว จับสุนัขให้มั่นคงเพื่อป้องกันสุนัขลื่นหรือกระโดดออกจาอ่างน้ำ ถูนวดย้อนขนจนแชมพูเป็นฟอง ระวังอย่าให้แชมพูกระเด็นเข้าตาสุนัข
3.บริเวณหัวให้ใช้แชมพูที่ไม่ระคายเคืองตาเทลงมือ แล้วนวดขนสุนัขอย่างนุ่มนวล ระวังอย่าให้น้ำและฟองแชมพูกระเด็นเข้าปากของสุนัข
4.ล้างแชมพูบริเวณหัวออกและเช็ดให้แห้งก่อน จากนั้นจึงล้างแชมพูบริเวณลำตัว วิธีจะช่วยป้องกันสุนัขสะบัดน้ำกระจายไปทั่ว
5.ล้างแชมพูออกให้หมดด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง ถ้าจำเป็นอาจใช้แชมพูปรับสภาพ นวดขนแล้วล้างออกให้หมด
6.บีบไล่น้ำที่ติดค้างตามขนออกให้มากที่สุด แล้วใช้ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เช็ดตัวสุนัขให้แห้ง จากนั้นเอาสาลีที่อุดหูออกและเช็ดในรูหูให้แห้ง
7.สุนัขที่มีผิวหนังสมบูรณ์อาจใช้เครื่องเป่าผมเป่าขนให้แห้ง โดยปรับอุณหภูมิปานกลาง และแปรงขนไปในทิศทางออกจากตัว สำหรับสุนัขที่มีอาการคันควรงดเครื่องเป่าผมเพราะว่า ความร้อนจะทำให้คันมากขึ้น
หลังอาบน้ำสุนัขมักจะวิ่งไปทั่วอย่างตื่นเต้น ควรระวังไม่ให้สุนัขไปเกลือกกลิ้งบนพื้นสกปรก และพยายามสร้างกลิ่นตัวให้เหมือนสิ่งแวดล้อมด้วยการไปคลุกกับสิ่งเหล่านี้

 

การให้ยา

ปัจจุบันมียามากมายให้เลือกมากมายให้เลือกใช้บำบัดโรคต่างๆ ของสุนัข ยาสำหรับให้ทางปากส่วนมากจะให้โดยการกินจึงต้องให้โดยการป้อนยาสุนัขโดยมีวิธีการดังนี้
1.ป้อนยาเม็ด
1.1 ป้อนโดยตรง
- สั่งให้สุนัขนั่งลง แล้วใช้มืออ้าปากสุนัข
- วางยาเม็ดลงบนลิ้น (บริเวณโคนลิ้น) ให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้
- ใช้มือข้างหนึ่งปิดปากสุนัขไว้ จับหน้าสุนัขให้แหงนขึ้นเล็กน้อย
- ใช้มืออีกข้างลูบลำคอลงด้านล่าง จนกระทั่งสุนัขแลบลิ้นออกมาเลียจมูกและริมฝีปากแสดงว่าสุนัขได้ กลืนยานั้นเรียบร้อยแล้ว
1.2 ซ่อนยาในเม็ดอาหาร
- ซ่อนยาในอาหารที่สุนัขชอบกิน โดยเตรียมเป็นชิ้นพอคำแล้วป้อนให้
- แต่ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ไม่ควรให้สุนัขกินร่วมกับยา
2.การให้ยาน้ำ
- โดยบดยาเม็ดให้ละเอียดแล้วผสมน้ำเชื่อม
- นำบรรจุในกระบอกฉีดยา
- ฉีดเข้าปากสุนัขที่กระพุ้งแก้มช้าๆ ให้สุนัขค่อยๆ กลืน

 

การอุ้มสุนัข


การอุ้มสุนัขขนาดใหญ่
1.ควรบอกกับสุนัขก่อนที่จะอุ้ม ถ้าไม่แน่ใจก็ควรใส่ขลุมครอบปากสุนัข ก่อนการอุ้มให้ใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบขาหลัง แล้วดึงตัวสุนัขให้มาติดหน้าอกโดยหลังของผู้อุ้มตั้งตรง
2.จับสุนัขให้มั่นคงแล้วยกขึ้น ในกรณีที่สุนัขแสดงอาการตื่นกลัว ควรวางสุนัขลงก่อน
การอุ้มสุนัขเล็ก
1.ต้องแน่ใจว่าสุนัขไม่อยู่ในสภาพที่ตื่นกลัว แล้วใช้มือข้างหนึ่งสอดเข้าระหว่าขาหน้า ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งโอบรอบขาหลังและสะโพก เพื่อไม่ให้สุนัขบิดตัวหรือถีบ
2.ยกสุนัขขึ้นมือหนึ่งอยู่ที่หน้าอก และมืออีกข้างอยู่ที่บั้นท้าย จะป้องกันไม่ให้สุนัขกระโดดลงได้